ที่มา : พันทิป ดอทคอม

เอสต้า มัญญาน่า………มูชาช่าโบนิต้า……

     วันนี้ผมเข้ามาเร็วหน่อย เพราะเมื่อวานเขียนค้างเอาไว้ตอนที่ขับรถไปเมืองเหนือแล้วยางหลังเกิดระเบิดที่อำเภอแม่พริก……ผมจำได้ดีเพราะที่หน้าที่ทำการกรมทางหลวงส่วนภาคเหนือตรงนั้น….มีรถบดถนนแบบใช้เครื่องยนต์ไอน้ำตั้งอยู่บนแท่นคอนกรีต……ส่วนรถฮอนด้าSS-1 ในช่วงนั้นคือรถรุ่นนี้ครับ

01

     รูปข้างบนนั้นผมยืมมาจากอากู๋.ขอบคุณท่านเจ้าของภาพรถอันแสนสง่ารุ่นนี้……ส่วนรถร่วมสมัยกับ SS-1 คือ CB 100-125…..

02

ผมเคยใช้อยู่ทุกรุ่นที่เอ่ยชื่อมาแล้ว

     ข้อปลีกย่อยของรถในยุคนั้นก็คือ รถในตระกูล CB-SB100/125…..มันเป็นเครื่องยนต์ใช้เพลาราวลิ้นอยู่เหนือฝาสูบ(โอเวอร์เฮดแคมชาฟท์)…..ซึ่งล้ำยุคอยู่…..ผมเคยทำแข่งกับรถ2จังหวะอยู่หลายสิบครั้ง…..มีแพ้มีชนะไปตามเรื่องของการแข่งขัน……

     รถซีบี100หรือรถเอสบี100 ที่กล่าวนั้น แม้ว่าจะมีเพลาราวลิ้นเหนือฝาสูบ…..แต่มันไม่มีลูกปืนรองรับเพลาราวลิ้นครับ….(ฮอนด้าดรีมรุ่นปัจจุบันจะมีลูกปืนรองรับเพลาราวลิ่นไม่ให้เนื้อโลหะเสียดสีกับเบ้าในฝาสูบ…ผลก็เลยทำใ้ประสิทธิภาพรถดีขึ้นทั้งรอบจัดและทนทานเป็นพิเศษ)

03

04

     ข้อปลีกย่อยของรถซีบี100/125 ก็มีให้เห็นอย่างที่กล่าว……แต่พอปีนั้น นักแข่งที่ชื่อ เฟรดดี้ สเปนเซอร์ใช้รถแข่งของฮอนด้า(ประมาณปี1980-82)ใช้วงล้อคอมสตาร์(แบบรถss-1)แข่งชนะ…….ฮอนด้าก็เลยอาศัยแรงไหลของวงล้อคอมสตาร์ผลิตรถฮอนด้าss-1ออกมาสร้างรอยยิ้มให้กับสาวกของฮอนด้า…..รถรุ่นที่กล่าวนี้เทคนิคเหนือชั้นกว่ารถCB/SB ที่อยู่ร่วมสมัยกับเมืองไทยในปี80อยู่หลายขุม

     นับตั้งแต่รูปทรง-วงล้อแบบใหม่-ท่อทางเดินไอดีใหญ่-มีลูกปืนที่เพลาราวลิ้น……(แต่คนทั่วไปไม่ค่อยรู้ในรายละเอียดดีนัก เนื่องจากฮอนด้าในยุคนั้น ไม่เคยทำโฆษณาอะไรกับเขาเลย)……ผลก็เลยทำให้รถฮอนด้าในช่วงนั้นมีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่10%ของรถ5-6ยี่ห้อ….ยามาฮ่าและซูซูกิผลัดกันมีส่วนแบ่งฯอยู่ที่32%และ33%..กลับไปกลับมาอยู่หลายปี……ไว้จะเล่าแยกให้ฟังทีหลังนะครับ..เดี๋ยวติดลม-ไม่ได้ไปอำเภอเถินกัน….

     ผมขับรถไปยางแตกที่อำเภอแม่พริก…..คนในกรมทางบอกให้ผมไปหาซื้อยางที่อำเภอเถินสถานเดียว…..ที่อื่นไม่มีขายแน่นอน…..หายบ้าเลยงานนี้…..จากอำเภอแม่พริกไปอำเภอเถินมีระยะทางไกลประมาณ10กม……แล้วเมืองไทยตอนนั้นชั่วโมงหนึ่งถึงจะมีรถผ่านสัก1คัน….ผมเลยบอกคุณน้าคนที่แนะนำผมเอาอย่างง่ายๆว่า-เอางี้ได้ไหม….ผมเช่ารถของน้าขี่ไปอำเภอเถินพอซื้อยางได้แล้วผมจะกลับมาจ่ายค่าเช่าให้น้า30บาท.(ตอนนั้นน้ำมันลิตรละ5-6บาท)….มันเป็นรถฮอนด้า c65(ที่ตอนนี้วัยรุ่นกำลังฮิตกันน่ะ)

แกยอมให้ผมเช่ารถแฮะ…….สรุปแล้วผมเปลี่ยนยางเสร็จก็ขับรถไปหาที่พักในอำเภอเถิน….เพราะที่แม่พริกไม่มีโรงแรมที่พัก

     ที่เถินนั้น ผมแทบจะบ้าตายด้วยบรรยากาศ…..ตอนเย็นๆที่ผมออกมาเดินเล่นตามถนน…..มันจะมีชาวบ้านเอาโต๊ะแบบขายของริมถนนออกมาตั้ง….เป็นโต๊ะขาขนาดเสาหน้า3×3……กว้างและยาวด้านละ2เมตร……มีตะเกียงโป๊ะโบราณตั้งเอาไว้1ดวง…..มีเด็กสาวๆอายะประมาณ15-16เป็นคนขายน้ำเขียวน้ำแดง….บางร้านก็ขายลาบหลู้(หลู้คือลาบดิบ*ใส่เลือด)……ร้านที่ขายลาบและหลู้นี้บางแห่งจะเขียนเอาไว้ว่า-ลาบ-เหล้า-หลู้….

     บางแห่งจะเขียนเอาไว้ว่า..แลงมาตอง(ผมมารู้ทีหลังว่าเย็นก็ก๊งอะไรงี้แหละ)…..บางแห่งก็เขียนว่า…แก้แอว(แก้แอว-คือซดเหล้าให้หายปวดเอวน่ะ)

05

06

07

     รูปทั้งหมดนั่นผมขอยืมเอามาจากอากู๋นะครับ…ขอบคุณท่านเจ้าของรูป……บรรยากาศมันไม่สว่างไสวแบบรูปที่ผมขอยืมมาใช้…เอาพอแก้ขัด…..บรรยากาศทั้งหมดในช่วงที่ผมไปนอนค้างอยู่ที่อำเภอเถินนั้น….อย่าให้พูดเลย-บรรยายยังไงก็ไม่ถูก เมื่อมีเสียงเพลงบรรเลงด้วยขลุ่ยเสียงแหลมเล็ก(ไม่รู้ว่าเขาเรียกขลุ่ยอ้อหรืออะไร…..แต่ผมเคยถามที่ร้านขายของเมืองเหนือที่ไปช่วงหลังๆนี้…..เขาขายเลาละ1,500บาท(สรรพนามของขลุ่ยคือเลา-เลื่อยคือปื้นฯลฯ)…..คนขายบอกว่าทำมาจากไม้มะเขือ….โห……แพงสะใจดี..แต่เสียงของมันก็เพราะจับใจคนฟังเหมือนกัน

     น้ำเขียวน้ำแดงที่ร้านขายของแบบแผงที่กล่าวนั้นเขาขายแก้วละ50สตางค์(เอ๊ะ…..ผมเป็นคนโบราณป่าวฟระ-หรือเกิดนานไปหว่า….แต่ตอนนี้ก็เพิ่ง45เองง่ะ)

     สาบานต่อหน้าฝาสูบว่า-หากใครได้ไปเที่ยวเมืองเหนือในยุคที่ผมไปนั้น…..ถ้าเป็นคนไม่กลัวบาปกลัวกรรมแล้ว….คืนหนึ่งเราจะได้มอสระเอีย-นับไม่ไหว….เรื่องนี้ขอไม่อธิบายให้เป็นที่หมั่นไส้ของคนต่างยุคต่างสมัย…..เอาเป็นว่าหากจิตไม่มั่นคงแล้ว…..มีแต่ตา่ยกับตายด้วยเรื่องนี้สถานเดียว…..แต่ครูน้าหยอยไม่สนใจเรื่องแบบนี้ ขอให้ได้ขับรถเที่ยวอย่างเดียวก็พอใจแล้ว……..

     นี่เป็นสาเหตุแห่งความประทับใจแบบไม่รู้ลืมที่หากผมได้มีโอกาสขับรถไปทางเมืองเหนือเมื่อไหร่จะต้องแวะพักค้างคืนที่อำเภอเถินทุกครั้งไป….

08

นี่เป็นอีกครั้งที่ผมใช้รถฮอนด้าแอลเอส125ไปเที่ยวเหนือในยุคหลังๆ

     รูปบนที่ใช้รถLS125นั้น…..ถ่ายที่จังหวัดแพร่ใกล้ๆบ้านเสานัก-จังหวัดแพร่……ตอนที่ผมกลับจากลาว(เข้าทางน่าน-ห้วยโก๋น(ตอนนั้นยังไม่มีด่าน…..ต้องแจ้งออกจากประเทศไทยที่อำเภอทุ่งช้าง)….ไปเชียงฮ่อน-หงสา)….

คราวนี้ย้อนกลับมาที่วิธีการจูนคาบูเรเตอร์ที่ผมยังค้างคาอยู่ตั้งแต่เมื่อวานนี้บ้างนะครับ…..

     สาเหตุของการที่จะต้องเอาเรื่องการจูนคาบูเรเตอร์มาอธิบายในนี้.ก็เพราะว่ามีน้องผู้หญิงคนหนึ่ง……..เข้ามาตั้งกระทู้กลางๆเอาไว้ว่า…รถของเธอทำไมต้องโช้คอยู่ตลอดเวลา….ปิดโช้คเมื่อไหร่เครื่องยนต์ก็ดับ……

     มีท่านผู้รู้เข้ามาตอบเยอะครับ…บางคนก็บอกว่าตอนเช้า-จะต้องโช้คไม่งั้นเครื่องยนต์ไม่ติด…..ฯลฯ…กรณีที่ต้องให้โช้คตอนเช้าๆนั่น มันเกียวกับความควบแน่นของอากาศในช่วงหน้าหนาวครับ……แล้วจะอธิบายด้วยเหตุและผลในวันต่อๆไป….

     ผมทนอ่านไป11คอมเม๊นต์ก็ทนไม่ไหว…เพราะต่างคนต่างก็รู้กันไปแบบกระจุยกระจาย…เลยเข้าไปตอบว่า…..นมหนูตัวเดินเบามันตันน่ะ…เลยเกิดอาการอย่างที่เธอถามมา

     เธอเข้ามาขอบคุณผมหลังไมค์…และถามว่านมหนูอยู่ตรงไหน……ช่างเขาจะล้างคาบิวฯให้ในวันรุ่งขึ้น…..ตรงนี้ก็เลยเป็นเหตุให้ครูน้าหยอยจะต้องเอาเรื่องของคาบูเรเตอร์มาอธิบายให้ทุกคนเข้าใจแบบกระจ่างเสียทีหนึ่ง…..ไม่งั้นเราก็จะงมโข่งกันไปแบบไม่รู้จบนี่แหละ…..

ว่าแล้ว ผมก็แกะเอาคาบูเรเตอร์ออกมา…แล้วถอดชิ้นส่วนออกมาจนหมด….แล้วถ่ายรูปมาให้ดูข้างล่างนี้

09

10

11

     ภาพทั้งหมด-ยังเป็นภาพดิบๆ……เดี๋ยวจะเอารูปออกไปอธิบายให้เห็นและเข้าใจว่าชิ้นส่วนนี้เรียกกว่าอะไร…ทำหน้าที่อะไร….มันจะเกี่ยวโยงกับชิ้นไหน…..แล้วผสมอกับอากาศยังไง…..อธิบายข้างนอกแบบนี้โดยไม่มีคำขยายความจากรูปเองด้วย…คนที่ไม่มีพื้นฐานเรื่องเครื่องยนต์มาก่อน-จะจินตนาการไม่ออกครับ-จะกลายเป็นตาบอดคลำช้างไป……พรุ่งนี้กลับมาคุยกันต่อเด้อ…….
เอ๊ะ…..แล้วหัวหน้าไออิหายไปไหนแล้วเนี่ย

12

Advertisements